วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

นิทานเซ็นเรื่อง จิตที่เคลื่อนไหว


ชายสองคนกำลังยืนถกเถียงกันในเรื่องการสะบัดไหวของผืนธงท่ามกลางกระแสลม
“เป็นลมต่างหาก ที่เคลื่อนไหว” ชายคนหนึ่งกล่าว
“ไม่ใช่หรอก เป็นผืนธงต่างหาก ที่เคลื่อนไหว”
อาจารย์เซ็นท่านหนึ่ง ซึ่งบังเอิญเดินผ่านชายที่กำลังถกเถียงกันอยู่นั้นไปพอดี เมื่อได้ยินเรื่องที่ชายทั้งสองกำลังถกเถียงกันอยู่ก็ขัดขึ้นว่า
“ไม่ใช่ทั้ง ลม และ ทั้ง ผืนธง หรอก ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่” ท่านอาจารย์พูด
“อันที่จริง เป็น จิต ของท่านต่างหากล่ะ ที่เคลื่อนไหว”

นิทานเซ็น เรื่อง วาง


มีพระพรรษามาก กับ พรรษาน้อย สองรูป เดินทางไปด้วยกันจนกระทั่งทั้งคู่ต้องข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ จำเป็นต้องเดินข้ามเพราะสะพานข้ามแม่น้ำขาดเสียหาย
พระทั้งสองรูปพบผู้หญิงผู้หนึ่งคนซึ่งไม่สามารถข้ามแม่น้ำไปได้เนื่องจากสะพานขาดนั้น
พระพรรษามากจึงอาสาจะให้ผู้หญิงนั้นขี่หลังแล้วข้ามฟากไป
พระพรรษาน้อยเห็นอย่างนั้นจึงรู้สึกขุ่นเคืองว่าทำไมพระพรรษามากจึงทำอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่เป็นพระไม่ควรจะสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้หญิงขนาดนี้ แต่ก็คิดอยู่ในใจไม่ได้ถามพระพรรษามาก
หลังจากที่ข้ามฟากเสร็จพระทั้งสองรูปและผู้หญิงต่างก็แยกย้ายไปตามทางของตน แต่ในใจของพระพรรษาน้อยยังคงคิดวนเวียน ตั้งคำถามในใจตลอดเวลาว่า การกระทำของพระพรรษามากนั้นไม่เป็นการสมควรกับนักบวช คิดวุ่นวายอยู่อย่างนั้นเก็บเงียบอยู่ในใจไม่ถามพระพรรษามาก
ท่านคิดวนเวียนอยู่อย่างนั้น ทำให้ท่านแทบบ้าจนมาถึงจุดหยุดพัก พระพรรษาน้อยอดทนเก็บเรื่องในใจต่อไปอีกไม่ไหวจึงถามพระพรรษามากว่า ท่านทำไมไม่สำรวมถึงความเป็นพระเลย ทำไมถึงได้สัมผัสผู้หญิง และผู้หญิงคนนั้นเป็นคนสวยเสียด้วย ท่านเป็นคนบอกผมเองว่า ท่านเป็นพระที่บริสุทธิ์ไม่ใช่หรือ?
พระพรรษามากประหลาดใจ แล้วย้อนกลับไปถามพระพรรษาน้อยว่า
"ผมวางผู้หญิงสวยคนนั้นไปตั้งหลายชั่วโมงแล้ว เหตุใดท่านยังอุ้มผู้หญิงคนนั้นอยู่อีกเล่า"

นิทานเซ็นเรื่อง ไปตลาด

กาลครั้งหนึ่ง.......
มีวัดในพุทธศาสนาเซน ๒ วัด อยู่ไม่ห่างกันมากนัก เวลาเช้าเด็กวัดก็ต้องออกไปซื้อของในหมู่บ้าน เด็กคนหนึ่งต้องไปเอาผักในหมู่บ้าน จะต้องเดินสวนกับเด็กวัดอีกวัดหนึ่ง ไม่เว้นแต่ละวัน พอเดินสวนกัน เด็กวัดหนึ่งก็ถามเด็กอีกวัดหนึ่งว่า...
"ไปไหน ?"
"ไปยังที่ที่เท้าฉันพาไปนั่นแหละ" เด็กอีกวัดตอบ
เด็กคนแรกได้ยินคำตอบดังนั้น ก็รู้สึกทึ่ง ตอบอย่างนี้ต้องไม่ธรรมดา เป็นการแสดงภูมิทางเซน ครั้นจะพูดอะไร ก็ยังคิดไม่ทัน เดินสวนกันไปเสียก่อน เมื่อกลับถึงวัด จึงเล่าให้อาจารย์ฟัง ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อให้อาจารย์ช่วยไขความหมายนั้น
"พรุ่งนี้ถ้าเจอก็ให้ถามอีก ถ้าเขาตอบว่า จะไปยังที่ที่เท้าพาไป ให้เจ้าถามกลับไปว่า ถ้าเธอไม่มีเท้าล่ะ จะไปที่ใด ? หากเจ้าถามอย่างนี้ เขาจะจน"
เช้ารุ่งขึ้นวันต่อมา เด็กคนแรกก็ใช้คำถามเดิมตามอย่างที่ซักซ้อมไว้ โดยหวังจะต้อน เจ้าคนนั้นให้จนแต้ม
"ไปไหน ?"
"ไปยังที่ที่ลมพัดไป" เจ้าเด็กคนนั้นตอบ
พอได้ยินคำตอบเปลี่ยนไปอย่างนั้น คำถามที่อาจารย์สอนให้ ก็ใช้ไม่ได้ จึงต้องเดินสวนกันไป เมื่อกลับถึงวัดก็เล่าให้อาจารย์ฟัง
อาจารย์ได้ฟังศิษย์เล่า ก็ยิ้ม แล้วบอกว่า "พรุ่งนี้ ถามอีก ถ้าเขาบอกว่าจะไปยังที่ที่ลมพัดไป ก็ให้ถามดักว่า หากไม่มีลมล่ะ จะไปยังที่ใด ?"
รุ่งขึ้น พอเดินสวนกันอีกเด็กวัดคนแรกก็ถามขึ้นอย่างเคยว่า
"ไปไหน ?"
"ไปซื้อผัก" เด็กอีกคนตอบ

นิทานเซ็นเรื่อง นรก สวรรค์ มีจริงหรือ


กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ..................
มีทหารชาวญี่ปุ่นแต่งเครื่องแบบครบเคร่องพร้อมทั้งดาบซามูไรขึ้นเขาไปหาอาจารย์ฮากูอิน ต้องการจะไปคุยกับพระ เพื่อแก้ข้อข้องใจที่มีมานาน แต่ไม่กล้าถามผู้อื่น กลัวจะถูกหาว่าเป็นคนไม่มีศาสนา
เมื่อมาถึงก็ถามท่านฮากูอินว่า
“ท่านอาจารย์ขอรับ ถ้าเราจะมาว่ากันตามเป็นจริงแล้ว นรก สวรรค์ เป็นของมีจริงหรือไม่ ?”
ท่านฮากูอินหันขวับมาจ้องหน้าทหารคนนั้นทันทีแต่แทนที่จะตอบคำถาม ท่านกลับย้อนถามเอาว่า
“เธอเป็นใคร? “
“กระผมเป็นซามูไร ครับ” ทหารคนนั้นตอบ
ท่านฮากูอินกลับขึ้นเสียงถามอีกว่า
“อะไรกัน อย่างเธอนี่นะ เป็นทหาร เจ้านายคนไหนนะช่างไปเอาคนอย่างเธอมาเป็นลิ่วล้อพลไพร่ หน้าอย่างกะขอทาน”
โดนหลู่เกียรติอย่างนี้ นายทหารก็โมโหมากลุกขึ้นฉับไว มือกุมดาบ
แต่ท่านฮากูอินยังกล่าวสำทับอีกว่า
“ฮึ มีดาบด้วยหรือ คมหรือเปล่านะ ตัดหัวฉันได้ไหม ?”
เหมือนเอาน้ำมันสาดใส่ไฟที่คุนายทหารผู้นั้นก็ชักดาบออกมาทันที ทันใดก็ได้ยินน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยเมตตาของท่านฮากูอินว่า
“นี่ไงลูกเอ๋ย ประตูนรกล่ะ ที่เธอกำลังเป็นอยู่ กำลังเหยียบประตูนรกอยู่ล่ะ ถ้ามีประตูแล้ว นรกจะมีหรือไม่ล่ะ ?”
ฉับพลันทันทีเหมือนกับนายทหารก็สำนึกตัว ทรุดตัวก้มลงกราบท่านฮากูอิน แล้วก็ขอขมาและฝากตัวเป็นศิษย์ ท่านก็เลยกล่าวต่อไปว่า
“นี่ไง ลูกเอ๋ย ประตูสวรรค์ล่ะ ที่เธอกำลังเป็นอยู่ กำลังเหยียบประตูสวรรค์อยู่ล่ะ ถ้ามีประตูแล้ว สวรรค์จะมีหรือไม่ล่ะ ?”

นิทานเซ็นเรื่อง ตาบอดตามไฟ


มีคนตาบอดคนหนึ่ง.... ไปมาหาสู่ท่านอาจารย์บันเกอิ เสมอๆ เมื่อตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
วันหนึ่ง อาจารย์ เห็นว่าคนผู้นี้ควรจะได้ดวงตาเห็นธรรมเสียที คืนนั้นเมื่อคนตาบอดมาคุยอยู่ที่วัดจนดึก บังเอิญเป็นคืนเดือนมืด ตอนลากลับบ้านท่านอาจารย์ก็ให้คนช่วยหาเทียนไขจุดใส่โคมกระดาษ ให้เดินถือกลับบ้าน
คนตาบอดก็บอกอาจารย์ว่า “ไม่ต้องหรอกครับ กลางคืนหรือกลางวัน สำหรับผมก็เหมือนกัน ผมสามารถกลับเองได้ ไม่ว่ามืดหรือสว่างก็มีค่าเท่ากัน ผมชินเสียแล้ว”
อาจารย์จึงว่า “เอาไฟตามไปเถอะ ตามไปให้คนอื่นเขา ต่างหาก เขาจะได้ไม่ชนเอา”
แล้วคนตาบอดคนนั้น ก็ถือโคมเดินกลับบ้าน
พอมาถึงที่แห่งหนึ่งก็มีคนวิ่งสวนมา กำลังจะชน คนตาบอดจึงตะโกนขึ้นว่า "จะรีบไปไหนกันพ่อคุณ เธอกำลังจะชนฉันน่ะ ตามไฟไว้ให้แล้วมองไม่เห็นรึไง”
แล้วก็มีเสียงตอบมาว่า “ไฟดับแล้ว เทียนของท่านไหม้หมดแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินว่า หมดเชื้อไฟที่จะตามส่องไปได้อีก เขาก็โพลงขึ้น ...........
ด้วยดวงตาภายใน ณ ที่ที่ยืนอยู่นั่นเอง

นิทานเซ็นเรื่อง ถูก


จีนสมัยโบราณ ยังมีวัดพุทธศาสนาใหญ่อยู่วัดหนึ่ง มีระเบียบให้คนในวัดมาทำวัตรสวดมนต์กันทุกเช้า ตอนตีสี่ ครั้งนั้น มีภิกษุรูปหนึ่ง ทุกๆ วัน ท่านจะขมีขมันตื่นก่อนเวลาจุดไฟเดินส่องไปตามทางปูหินก่อนใครๆ เพื่อจับหอยทากที่คลานอยู่ตามทางเท้า ไปปล่อยไกลๆ จะได้ไม่ถูกเหยียบตาย ท่านทำอย่างนี้ทุกวันจนภิกษุรูปอื่นสังเกตเห็น ก็เลยเกิดการสอบถามขึ้น ภิกษุรูปนั้นก็ตอบว่า
“ผมมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ก็เพื่อประกอบความดี สร้างบารมีเรื่อยไป ”
ภิกษุอีกรูปหนึ่งก็ค้านขึ้นว่า “ท่านทราบไหม ที่ทำอย่างนี้เหมือนกับก่อกรรมทำเข็ญ ทำให้ชาวสวนต้องเดือดร้อนจากหอยทากข้างนอกเขากำจัดสัตว์ชนิดนี้กันหมดแล้ว เหลือแต่ในวัดนี่แหละ ที่ยังแพร่พันธุ์อยู่”
ภิกษุอีกรูปก็พูดว่า “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านมิได้มีเจตนาให้เป็นภัยแก่คนทั้งหลาย ตรงกันข้ามท่านกำลังบำเพ็ญหน้าที่ของโพธิสัตว์ ทำการปลดปล่อยสัตว์แปดหมื่นสี่พันจากภัยพิบัติ และยังช่วยปลดปล่อยทำความปลอดภัยให้พวกเราในวัดนี้ ได้บำเพ็ญความบริสุทธิ์ ไม่ต้องทำชีวิตให้ตกล่วงไปอีกด้วย”
เมื่อไม่สามารถตกลงกันได้ ทั้งหมดก็พากันไปหาหลวงพ่อโตกุซัน เจ้าอาวาส ท่านอาจารย์ผู้เฒ่านิ่งฟังการชี้แจงของแต่ละราย ด้วยความกรุณาและเห็นใจเป็นที่สุด ท่านได้แต่จ้องหน้าตั้งใจฟังคนนั้นที คนนี้ที
ภิกษุรูปแรกชี้แจงว่า “ผมก็มีอายุมากแล้ว มาบวชเรียนในพุทธศาสนานี้ก็เพื่อทำความดี แม้แต่ความดีน้อยหนึ่งก็หมั่นประกอบกระทำทั้งกลางวันกลางคืน ย่อมจะเต็มได้เหมือนหยาดน้ำทีละหยด ก็อาจเต็มตุ่มได้ อย่างนี้จะว่าเป็นโทษบาปได้อย่างไรครับ หลวงพ่อ”
ท่านอาจารย์พอฟังจบแล้วก็ตอบแสดงความชอบใจว่า
“ถูก ถูก ถูกแล้ว”
ภิกษุรูปที่สอง ชี้แจงว่า “ถ้าว่าโดยเจตนากันแล้ว หากมีคนใดไปเหยียบหอยทาก เวลาเดินไปสวดมนต์ตอนมืดๆ นั่นก็มิใช่เจตนาฆ่า เมื่อไม่มีเจตนา ก็มิใช่เป็นกรรมอันใด ผลยังทำให้ชาวบ้านไม่ต้องเดือดร้อนกับหอยทากอันเป็นสัตว์ทำลายพืชผล ทั้งคนในวัดยังปลอดภัยจากโรคที่มันเป็นพาหะอีกด้วย เป็นผลดีทั้งตัวเองและผู้อื่น มิใช่หรือครับหลวงพ่อ”
ท่านอาจารย์พอฟังจบแล้วก็ตอบแสดงความชอบใจว่า
“ถูก ถูก ถูกแล้ว”
ภิกษุรูปที่สาม ชี้แจงว่า “การบำเพ็ญธรรมให้ความปลอดภัยแก่คนส่วนใหญ่ โดยมีใครคนใดคนหนึ่งเสียสละ รับเป็นภาระไปเสีย เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกๆ คนเขาได้ประกอบกระทำความหลุดรอดไปตามทางของเขา ตลอดถึงสัตว์ใดๆ แม้จะอยู่ในร่างที่ต่ำต้อย ธรรมชาติแห่งความตรัสรู้ก็มิได้น้อยไปหรือมากขึ้น เพียงปัญญาญาณโพลงวาบเดียว ผลกรรมใดๆ แม้มากน้อยเท่าใด ย่อมถูกลกเลิกเสียหมดสิ้น ดูแต่มหาโจรใจร้าย บาปกรรมเกรอะกรังก็ยังเปลื้องกรรมอันอนันต์นั้นได้เพียงชั่วอึดใจเดียว อย่างนี้จะมิเป็นการถูกต้องหรือครับหลวงพ่อ”
ท่านอาจารย์พอฟังจบแล้วก็ตอบแสดงความชอบใจว่า
“ถูก ถูก ถูกแล้ว”
ขณะนั้น สามเณรอุปัฏฐาก กำลังนั่งพัดอยู่ข้างหลังอาจารย์ผู้เฒ่า ได้ฟังเขาชี้แจงทีละคนๆ และหลวงพ่อก็ยอมรับว่าแต่ละรายล้วนถูก ถูก ถูก เณรอดทนฟังต่อไปไม่ได้ ก็เอ่ยขัดขึ้น เพื่อขอโอกาสแสดงความคิดเห็น หลวงพ่อโตกุซัน ทราบดังนั้นก็เหลียวหมุนตัวมาฟังอย่างตั้งใจสามเณรอีกรายหนึ่ง….
สามเณรน้อยติงว่า “หลวงพ่อได้แต่ร้องว่า ถูก ถูก ถูก มันจะมีถูกกันไปหมดทุกฝ่ายได้อย่างไร ถ้ามีอันใดถูก อันอื่นก็ต้องผิดซิหลวงพ่อ”
ท่านอาจารย์พอฟังจบแล้วก็ตอบแสดงความชอบใจอีกว่า
“อ๊ะ ! เธอนี่ก็ ถูก ถูก ถูกแล้ว”